แผนการเดินทาง
พาส่องสามที่เที่ยวย่าน Ebina สนุก ผ่อนคลาย เสิร์ฟทุกไลฟ์สไตล์
Ebina เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่น่ารักและอบอุ่น ตั้งอยู่ใกล้ใจกลางจังหวัดคานากาวะ เป็นที่ที่รวมความชิลไว้ครบ เดินทางง่าย ผู้คนดูเป็นมิตรและผ่อนคลาย อากาศดี และเหมาะกับทริปสั้น ๆ ในวันสบาย ๆ หากจะสรุปความเป็น Ebina ด้วยคำสั้น ๆ คงต้องบอกว่าเป็น “เมืองที่มาแล้วรู้สึกสบายใจ”
หลายคนอาจรู้จักที่นี่ว่าเป็นเมืองรถไฟ แต่จริง ๆ แล้วนอกจากบรรยากาศที่ชวนผ่อนคลาย Ebina ยังมีเสน่ห์ของกลิ่นอายวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ผสมผสานกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว เป็นเมืองที่เหมาะกับการมาเดินเล่น ปล่อยใจ และใช้เวลากับตัวเองหรือกับคนข้าง ๆ ในวันชิล ๆ
สำหรับทริปหนึ่งวัน นี่คือ 3 สถานที่คัดมาแล้ว ว่าต้องจดไว้ในลิสต์เที่ยว Ebina:
- Romancecar Museum: พิพิธภัณฑ์รถไฟสุดโรแมนติก เหมาะสำหรับคนรักการเดินทางและสายอาร์ตที่ชอบงานดีไซน์คลาสสิกของรถไฟ
- Izumibashi Sake Brewery Café: คาเฟ่สไตล์โรงบ่มสาเกที่ชวนเปิดประตูสู่โลกของสาเกญี่ปุ่น และสัมผัสวัฒนธรรมผ่านรสชาติ
- ViNAWALK: คอมเพล็กซ์ไลฟ์สไตล์ที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านชอป และมุมชิล ๆ ที่เดินเล่นได้ทั้งวัน
Romancecar Museum — พิพิธภัณฑ์รถไฟที่ชวนเดินทางไปด้วยกัน
ระหว่างทางก็สำคัญไม่ต่างกับปลายทาง
การได้รู้ว่า “จุดที่เราอยู่” กำลังจะพาเราไปที่ไหน และระหว่างทางจะได้เจออะไรบ้าง มันทั้งตื่นเต้น และทำให้การเดินทางครั้งนั้นมีความหมายมากขึ้นเหมือนกัน
เมื่อลองเสิร์ชคำว่า “ที่เที่ยวในคานากาวะ” เพื่อหาที่เที่ยวในวันสบาย ๆ เน้นเดินทางไปง่าย ไม่ต้องวางแผนเยอะ ขอเที่ยวแบบพักผ่อนและได้ถ่ายรูปสวย ๆ ก็ได้มาเจอกับ “Romancecar Museum” พิพิธภัณฑ์รถไฟของสาย Odakyu ที่เล่าเรื่องราวรถไฟด่วนพิเศษRomancecar ตั้งแต่ยุคแรก ๆ จนถึงรุ่นปัจจุบันผ่านนิทรรศการที่เล่าสนุกและเข้าใจง่าย การจำลองเส้นทางขนาดใหญ่ และกิจกรรมที่แม้แต่คนที่ไม่ใช่แฟนรถไฟตัวยง แต่สนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีของญี่ปุ่น หรือชอบการเดินทางก็มาเติมความรู้ใหม่ ๆ ได้
ถ้าเริ่มต้นจาก Shinjuku แค่ขึ้นรถไฟสาย Odakyu แล้วปล่อยตัวเองนั่งยาว ๆ ประมาณ 50 นาที ก็จะมาถึง Ebina ถ้าใครที่นั่งมาจาก Yokohama สามารถนั่งรถไฟด่วนของสาย Sotetsu ประมาณ 28 นาทีก็ถึง และความดีงามอีกอย่าง คือ ไม่ต้องกลัวหลง เพราะเดินจากสถานี Ebina แค่ 1 นาที ก็ได้มายืนอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์แล้ว
เป็นอีกหนึ่งที่ที่ควรเซฟเก็บใส่ลิสต์ไว้ เหมาะกับการแวะมาเดินเล่นแบบสบายใจในวันที่อยากใช้ชีวิตแบบสไลว์ไลฟ์ ที่นี่เปิดเวลา 10 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ปิดทุกวันอังคาร และเปิดรับรอบสุดท้ายตอน 4 โมงครึ่ง
ไฮไลต์เด็ดที่ต้องมาดู คือ Romancecar Gallery โซนที่แฟนรถไฟต้องเพลินแบบลืมเวลา ดีไซน์ต่าง ๆ พอได้มาเห็นใกล้ ๆ แล้วมันรู้สึกต่างไปจากเวลาเราก้าวขึ้นรถไฟแบบรีบ ๆ จนไม่ได้สังเกตเห็นรายละเอียดการออกแบบเหล่านี้
ที่นี่ยังมีวิดีโอให้ดูแบบเพลิน ๆ ที่ History Theater เหมือนพาเรานั่งไทม์แมชชีนไปดูเรื่องราวย้อนประวัติศาสตร์กว่า 100 ปีของ Odakyu และยังได้ส่องรถไฟ Moha 1 รุ่นแรกของสายนี้ชัด ๆ ด้วย
การตกแต่งภายในตัวรถไฟงดงาม ปราณีตและหรูหราสมคำร่ำลือ โทนของไม้ที่มีสีทอง ๆ ตัดกับเบาะสีน้ำเงิน เป็นคู่สีที่แมทช์มาได้เท่สุด ๆ
หนึ่งในโซนที่เดินเข้าไปแล้วต้องหยุดยืนดูและค่อย ๆ ไล่สายตาเก็บรายละเอียดได้ยาว ๆ คือ Diorama Park เมืองจำลองที่ถ่ายทอดเส้นทางรถไฟสาย Odakyu ตั้งแต่ Shinjuku ไล่ยาวไปจนถึง Odawara, Hakone และ Enoshima ได้แบบละเอียดสุด ๆ
ดิโอรามาที่นี่ใหญ่อลังการกว่า 190 ตารางเมตร มองแล้วเหมือนกำลังย่อทั้งภูมิประเทศ ทั้งเมือง และการเดินทางของญี่ปุ่นมาไว้ตรงหน้า ที่พิเศษคือมีทั้งขบวนรถไฟรุ่นเกษียณในตำนานและขบวนที่ยังวิ่งอยู่จริงในปัจจุบันแล่นไปมาบนรางเดียวกัน รวมไปถึงมีการผสมผสานดนตรีออริจินัล กับ Projection Mapping ที่ฉายลงบนดิโอรามาด้วย
สำหรับคนที่พาเด็ก ๆ มา ที่นี่มีโซนเด็กที่ชั้น 2 ชื่อ Kids Romancecar Park แต่เข้าได้ทุกวัย มีอะไรให้เล่นหลายอย่าง เช่น Interactive Art Wall พอลองโบกมือแล้วเมืองจะเด้งขึ้นมาตรงหน้า มีสถานที่ต่าง ๆ เช่น โรงเรียน ร้านค้า เด้งขึ้นมาตามที่เราขยับ และยังมี Workshop ทำรถไฟกระดาษ ¥500 แล้วเอาไปวิ่งในเมืองกระดาษด้านนอกได้ด้วย คนชอบงานดีเทล งานโมเดล หรือชอบประดิษฐ์ของน่าจะเอนจอยแน่นอน
ที่นี่คล้ายเมืองจำลองของเด็ก ๆ แต่ผู้ใหญ่ที่รักงานดีไซน์หรือโมเดลก็จะเพลินมากเหมือนกัน เพราะของเล่นสนุก ๆ หรือที่เที่ยวบางอย่าง เมืองจำลองที่ให้เข้าไปเล่นได้แบบนี้ ตอนเราเป็นเด็กมันยังไม่ค่อยมีหลากหลายเท่าตอนนี้ พอโตขึ้นมาแล้วได้กลับไปเล่นของแบบนี้มันสานฝันวันเด็กสุด ๆ ได้ปลุกเด็กน้อยในตัวกลับมาอีกครั้ง
Station View Terrace พอขึ้นไปชั้นดาดฟ้าแล้วจะเจอวิวสถานี Odakyu Ebina แบบชัด ๆ ได้มองดูขบวนเข้า–ออกได้ตามตารางที่จัดไว้ให้
หลังเดินดูเสร็จ ปิดท้ายทริปด้วยการเดินมาฝากท้องกับ Vina Kitchen มีทั้งอาหารคาวหวาน ไม่ว่าจะเป็นพาสต้า แกงกะหรี่ และเบอร์เกอร์ ชอบที่เราสามารถพาท้องอิ่มกลับบ้านได้ ไม่ต้องไปหาร้านอาหารข้างนอกที่ไหนอีก
Romancecar Museum: ค่าเข้า
-
ผู้ใหญ่ (ม.ต้นขึ้นไป): ¥900
-
เด็กประถม: ¥400
-
เด็ก 3 ขวบขึ้นไป: ¥100
เมื่อได้ลองมาสัมผัสด้วยตัวเองจริง ๆ ที่นี่ไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์รถไฟ แต่เป็น “โลกของ Romancecar” มีจุดอินเตอร์แรกทีฟที่ให้เราได้ลองเล่นจริง ใช้จินตนาการและสัมผัสไปพร้อมกับการซึมซับเรื่องราว ความทรงจำ และการออกแบบสุดคลาสสิก การได้เข้าไปดูของจริงที่วางโชว์ได้แบบใกล้ ๆ แล้วยังเดินเข้าไปสำรวจบรรยากาศในตัวรถได้ด้วย ฟีลเหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาไปเลย
หลังจบหนึ่งทริปกับ Romancecar ระหว่างที่ก้าวเท้าออกจากพิพิธภัณฑ์แล้วความรู้สึกว่าต้องจองตั๋วนั่ง ROMANCECAR ไปเที่ยวมันเรียกร้องขึ้นมาทันที
เก็บกระเป๋า แล้วออกเดินทางย้อนเวลาไปด้วยกันที่ Romancecar Museum
จิบสาเกในไวบ์คาเฟ่ที่ Izumibashi Sake Brewery Café
หนึ่งหยด บอกเล่าเรื่องราวมากมาย หนึ่งวันที่เปิดประตูสู่โลกสาเกญี่ปุ่น จิบวนไป ฟินวนไป
พอพูดถึง “โรงบ่มสาเก” ภาพที่นึกถึงแว้บแรก คือ บรรยากาศในอาคารสูงใหญ่ที่เข้าไม่ถึง หรืออาจจะเป็นพื้นที่ปิดที่ดูจริงจังขึงขังเป็นความลับและแน่นอนว่าคงจะห้ามคนนอกเข้า หรือถ้ามีบริเวณที่เข้าเยี่ยมชมก็คงต้องเป็นสายดื่มตัวจริง หรือต้องเป็นคนในวงการอาหารและเครื่องดื่มถึงจะเข้าใจ
แต่พอได้มาที่ Izumibashi Sake Brewery Café แล้วไม่เป็นอย่างที่เคยคิดไว้เลย กลับรู้สึกว่ามันคือการเปิดโลกเครื่องดื่มที่มีความเป็นมายาวนาน เหมือนย่อหนังสือเกี่ยวกับสาเกมาให้เรียนรู้ บวกกับได้เปิดประสาทสัมผัส ทั้งกลิ่น รส และมองเห็นกรรมวิถีที่ละเอียดอ่อนใส่ใจในการผลิตสาเกไปพร้อมกันในคราวเดียว
ที่นี่เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากเริ่มจิบสาเก รวมถึงสายดื่มที่อยากลงลึกและดื่มด่ำกับโลกของสาเกแบบเต็ม ๆ และขอแนะนำว่าให้เช็คเวลาเปิดร้านกันก่อนมาจะได้เที่ยวได้เต็มที่ เพราะว่าเวลาเปิดร้านวันธรรมดาและวันหยุดไม่เหมือนกัน
ความประทับใจแรกที่สงบเงียบและเรียบหรู
เมื่อก้าวมาถึง Izumibashi Sake Brewery Café แล้ว
รู้สึกว่าด้านหน้าคาเฟ่เรียบง่าย แต่มีความสุขุมและสุภาพที่เป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของญี่ปุ่น
พอเปิดประตูเข้าไป…กลิ่นข้าวหมักอ่อน ๆ ลอยโชยออกมาก่อนเป็นอย่างแรก ราวกับบอกให้รู้ว่าได้มาถึง Izumibashi Sake Brewery Café จริง ๆ แล้วนะ พวกเรายินดีต้อนรับค่ะ เป็นการต้อนรับที่มีเสน่ห์มาก เหมือนเวลาไปโรงแรมแล้วประทับใจตั้งแต่ Welcome drink แต่กลิ่นที่ทั้งอบอุ่นและลึกลับ ซึ่งกลิ่นนี้เหมือนเป็น aroma เฉพาะของ Izumibashi Sake Brewery Café และกลิ่นนี่แหละที่จะติดอยู่ในความทรงจำ
คาเฟ่ที่ให้ฟีลอบอุ่น นั่งสบายและดีไซน์น่ามองทุกมุม
ที่นี่มีทั้งมุมขายสาเก มุมที่ให้ชมโรงบ่มแบบใกล้ ๆ รวมถึงคาเฟ่ที่เสิร์ฟทั้งเครื่องดื่ม non-alcohol (ใส่ใจกลุ่มคนที่ดื่มไม่เก่งด้วย น่ารักมากเลย) และอาหารทำจากวัตถุดิบของโรงบ่มเอง ให้ฟีลอบอุ่นแบบญี่ปุ่น ๆ แต่ไฮไลต์ที่สุด คือ tasting counter ที่ได้ชิมสาเกแบบถึงถิ่นของสาเก
ลองชิมก่อนซื้อได้แบบเพลิน ๆ
ที่นี่มีระบบเทสติ้งที่บรรยากาศสบาย ๆ เป็นกันเองให้ชิมก่อนซื้อได้ โดยต้องซื้อบัตรที่แคชเชียร์ก่อน
เราสามารถเลือกได้ว่าจะเอา 3 ใบ (¥220) หรือ สูงสุด 6 ใบ โดย 1 ใบจะชิมได้แก้วละ 10 ml ให้ลองจิบอย่างละนิดอย่างละหน่อยแค่พอให้รู้จักรสชาติ ทั้งเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ และได้ลุ้นรสชาติไปด้วย เหมือนสวมบทเป็นฟู้ดบล็อกเกอร์ที่ได้ลองหลายแบบ และหาแนวที่ถูกใจ
มาเดินดูและช้อปอย่างเดียวก็ได้ ไม่จำเป็นต้องดื่ม ถ้าอยากเปรียบเทียบรสชาติแบบจริงจัง สามารถสั่งจากเมนูคาเฟ่แล้วมานั่งดื่มที่โต๊ะได้ หรือถ้าแค่อยากลองก่อนตัดสินใจ ก็ชิมแบบ tasting ได้เลย
ตั้งแต่ช่วงวินาทีที่ยกแก้วแรกขึ้นมาชิม จดจ่อกับกลิ่นผลไม้หอมอ่อน ๆ ที่ลอยขึ้นมาแตะปลายจมูก แล้วพอสัมผัสปลายลิ้น รสชาติค่อย ๆ ชัดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เรียกได้ว่าเสน่ห์ของสาเก ไม่ใช่แค่การดื่มเพื่อรับรส แต่คือการลิ้มรสความหมาย ที่ไปที่มา และความความตั้งใจของช่างบ่มที่ซ่อนอยู่ข้างใน
3 แก้วตัวท็อปที่มือใหม่และสายดื่มตัวจริงต้องลอง
1. Megumi Blue Label – Junmai Ginjo
ยืนหนึ่งทั้งรสชาติและยังขายดีอันดับหนึ่งด้วย และพอได้ลองก็ร้องอ๋อทันทีว่าทำไมถึงดังและมีแต่คนพูดถึง สาเกตัวนี้ให้ความรู้สึกสดใส สะอาด และดื่มง่ายด้วยรสหวานอ่อน ๆ และกลิ่นลิ้นจี่แทรกอยู่
เหมาะมากสำหรับคนที่ไม่ค่อยดื่มสาเก แต่ชอบกลิ่นอายแบบสาเกนิด ๆ เคล้ากับกลิ่นผลไม้ ขนาด 180 ml เหมาะเป็นของฝากที่ดูดีและขนาดกำลังสวยงาม
2. Tonbo – Rakufumai (IWC Gold Award 2025)
สาวกไวน์ขาวต้องลองจริง ๆ
กลิ่น: ลิ้นจี่ ลูกแพร์ ฟิกแห้ง และความแร่เบา ๆ
รส: ละมุนเป็นเลเยอร์ หวานอมเปรี้ยวกำลังดี
จิบแล้วรู้สึกเหมือนยามเช้า แต่มีกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นสอดแทรกอยู่
3. Tonbo – Yamada Nishiki
เรียกว่า “ราชาแห่งข้าวทำสาเก” ได้อย่างไม่เกินจริง
กลิ่นผลไม้หอมหวานแบบพีช รสชาติละมุน ปลายรสสะอาดและโปร่ง ๆ เบา ๆ
ขวดนี้คือความหรูหราและมีรสนิยม เหมือนหญิงสาวในชุดราตรีที่ทั้งดูแพงและมีคลาส
Seasonal Release – Snowman Label
ความสดกรอบเหมือนแอปเปิลเขียว
เป็นแบบ seasonal ที่มีปีละครั้ง สาเกรุ่นนี้ให้สัมผัสที่สดชื่นและมีชีวิตชีวามาก กลิ่นเขียว ๆ สดใส รสหวานเบา ๆ ที่ทำให้รู้สึกตื่นตัว
-
ป้ายดำ = สด ไม่พาสเจอไรซ์ (ไวต่ออุณหภูมิ)
-
ป้ายขาว = พาสเจอไรซ์ เก็บได้ประมาณหนึ่งเดือน
Kuro Tonbo – สำหรับสายดื่มด่ำความลึก สายวิสกี้ สาย aged spirits
ตัวนี้กลิ่นมีความอบอุ่นแบบไม้เก่า ลึกแบบวิสกี้ที่ผ่านการบ่ม
แต่ยังมีความนุ่มแบบสาเกอยู่ เหมือนชายหนุ่มที่ภูมิฐาน ดูสุขุม และรู้จักตัวเองเป็นอย่างดี เหมาะสำหรับคนที่ดื่มมานาน และอยากลองอะไรที่ไม่ธรรมดา
แม้ที่นี่จะขึ้นชื่อเรื่องสาเก แต่อาหารเองก็อร่อยไม่แพ้กัน มีเมนูเด็ด ๆ ที่น่าสนใจเพียบ
พิซซ่าแป้งข้าวสาเก
แป้งทำจากข้าวที่ใช้ทำสาเกจริง ๆ มีท็อปปิ้งญี่ปุ่นโฮมเมด เช่น
-
ปลาชิราสุ + สาหร่าย Aonori
-
หมูหมัก Shio-koji + เห็ด
-
สาเกลีส + ฮันนีครีมชีส (อันนี้รักมาก อยากมากินซ้ำอีก)
Amazake แบบโคจิ
เป็นความหวานจากเอนไซม์ธรรมชาติ ไม่ใส่น้ำตาล ดื่มได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
ขนมทานเล่นจากมิโสะ โคจิ ซอสถั่วเหลืองที่หมักเอง
แครกเกอร์สาเกลีส + ดิปเห็ดไมตาเกะคือที่สุดของความเข้ากัน
ส่องโรงบ่มแบบใกล้ชิด
ทัวร์แบบกลุ่มที่นี่ยังไม่เปิดมากนัก แต่จากคาเฟ่เราสามารถมองเห็นบางส่วนของกระบวนการทำสาเกได้เลย
บวกกับวิดีโอภาษาอังกฤษที่อธิบายขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมรสชาติถึงละเอียดขนาดนี้
ที่นี่ทำให้เราเข้าใจว่าการลิ้มรสและเข้าใจความหมายของสาเก มันคือศิลปะที่เราสัมผัสได้ด้วยประสาททั้งห้า การชิมสาเกในโรงบ่มจริง คือ ประตูที่เปิดเราไปสู่ประสบการณ์ที่มีทั้งกลิ่นของข้าว อุณหภูมิของถังไม้ และความตั้งใจกว่าจะมาเป็นแต่ละหยด
นอกจากรู้จักสาเกผ่าน Izumibashi Sake Brewery Café แล้ว ที่นี่ยังพาเราไปค้นพบว่าสาเกแบบไหนที่บอกเล่าความเป็นเราได้มากที่สุด และเราก็ได้รู้จักตัวเองผ่านสาเกด้วย
ViNAWALK: จุดเดินเล่นสายชิล มัดรวมความสนุกทุกไลฟ์สไตล์
มันจะมีวันที่เราอยากออกไปเดินเล่นในที่โล่ง ๆ แต่ก็มีของกินอร่อย ๆ และมีอะไรให้เดินดูเดินซื้อแบบที่คนไม่พลุกพล่านจนเกินไป แต่รวมกันอยู่ในที่เดียว พอลองหาที่เที่ยวที่เดินเล่นได้สบาย ๆ ดู ก็มาเจอ ViNAWALK คอมเพล็กซ์ที่เปิดมายาวนานตั้งแต่ปี 2002 บริหารโดย Odakyu อยู่ใกล้สถานี Ebina
เดินจากสถานี Ebina ประมาณ 5 นาทีก็ถึง ViNAWALK ไม่ไกลเลย
ViNAWALK: เวลาทำการ
-
ร้านค้าและร้านให้บริการต่าง ๆ: เปิดเวลา 10 โมงเช้า – 2 ทุ่ม
-
ร้านอาหาร: เวลาเปิด–ปิด แตกต่างกันไปตามแต่ละร้าน
-
ห้าง Ebina Marui (ห้างเอบินะ มารุอิ): เปิดเวลา 10 โมงครึ่ง – 2 ทุ่ม
หมายเหตุ: ชั้น 1 โซน Marui Shokuyukan (โซนอาหาร) เปิดตั้งแต่เวลา 10 โมงเช้า
พอก้าวเข้ามาใน ViNAWALK สิ่งที่รู้สึกได้ตั้งแต่ก้าวแรกคือ ที่นี่ไม่เหมือนห้างทั่วไป ตัวอาคารทั้ง 6 อาคารล้อมรอบสวน Ebina Central Park ยิ่งเดินไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งเหมือนเดินเล่นอยู่ในย่านเมืองเล็ก ๆ มากกว่าจะเป็นห้างแบบตึกอาคารใหญ่ ๆ ทุกอย่างเชื่อมต่อกันด้วยทางเดินโล่ง ๆ เดินสบาย ไม่อึดอัด บรรยากาศผ่อนคลาย พื้นที่ตรงกลางโปร่งสบายและกว้างสุดสายตา เหมาะแก่การมาพักใจ พร้อมร้านรวงมากมายให้เดินเพลินได้ทั้งวัน รู้ตัวอีกทีผ่านไปสามชั่วโมงแล้ว
ที่นี่มีคนหลากหลายวัย มีทั้งคนที่มาคนเดียวและมากันเป็นกลุ่ม บางคนก็มากันเป็นครอบครัว ควงแขนคุณพ่อคุณแม่มาใช้เวลานอกบ้าน และยังมีคนที่พาลูกเล็กมาเที่ยวด้วย
ระหว่างนั่งรถไฟมา ลองค้นหาว่าที่นี่เป็นยังไง เลยได้รู้ว่าชื่อ “Vina” มาจากคำว่า ViVA NATURES ที่สื่อถึงการชื่นชมธรรมชาติ ซึ่งพอมาเห็นด้วยตาตัวเองก็คิดว่าเขาออกมาแบบได้สอดคล้องดีนะ เพราะพื้นที่สีเขียวถูกผสมเข้ากับร้านค้า คาเฟ่ และร้านอาหารได้ลงตัว และแนวคิด “Rambling Terrace” ตรงป้ายชื่อ ViNAWALK ก็บอกเล่าความเป็นพื้นที่ที่ให้เราเดินเล่นไปเรื่อย ๆ แบบไม่ต้องรีบ และเพลินไปกับสิ่งต่าง ๆ ระหว่างทาง
เมื่อเดินตรงเข้ามาไม่นานนัก เพียงแค่เห็นสีเหลืองเข้มตัดด้วยอักษรสีแดงที่มองแต่ไกล ก็รู้ได้ทันทีว่าที่นี่คือ TOWER RECORDS แน่ ๆ แต่เป็นขนาดย่อม ๆ สมชื่อ TOWER RECORDS mini เดินง่ายด้วย เรียกว่าเป็นสวรรค์ของคนรักเสียงเพลงของจริง ไม่ต้องเข้าไปไกลถึงในตัวเมืองก็ได้เก็บสะสมผลงานของศิลปินที่เราเป็นแฟนคลับ
สำหรับคนที่มีน้องหมาของตัวเอง อยากหาที่พาน้องหมามาเดินเล่นก็ต้องถูกใจพราะที่นี่เพ็ตเฟรนด์ลี่สุด ๆ
ที่ ViNAWALK มีร้าน PETEMO (PETLIFE STORE) ขายของน่ารักกุ๊กกิ๊กสำหรับน้องหมา รวมถึงมีบริการตัดขนกรูมมิ่งทั้งน้องหมาน้องแมว ยิ่งช่วงหน้าเทศกาลอย่างคริสต์มาส เสื้อผ้าและพร็อพจัดเต็ม ใครที่ชอบความเฟสทีฟไม่ควรพลาดเลย และยังมีเสื้อผ้าที่เหมาะกับฤดูหนาว เรียกว่าอุ่นใจได้ว่าน้องหมาของเราจะไม่หลุดเทรนด์แฟชั่นแน่นอน
นอกจากกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจต่าง ๆ พอได้เห็นร้านสีเขียวกับตัวอักษรสีขาวคุ้นตา ต้องใช่ NITORI แน่นอน ดีใจมากที่ที่นี่มี NITORI ด้วย บางทีเราต้องการของแต่งบ้านหรือของใช้ในบ้านทั้งแบบของพื้นฐาน หรือของที่ช่วยให้บ้านดูน่ารักแล้วยังไม่มีเวลาไปหาซื้อ พอเห็นว่าที่นี่ก็มี NITORI แล้วมันฟินมาก การเดินดูของตกแต่งบ้านแล้วคิดว่า “จะเข้าไปดูของแป๊บเดียว” บอกตามตรงว่าไม่มีอยู่จริง อย่างน้อยก็ 30 นาทีแล้ว พอก้าวเข้าไปแล้วแทบจะลืมเวลาไปเลย ถูกใจคนสายจัดบ้านหรือชอบอะไรกุ๊กกิ๊กน่ารักสำหรับตกแต่งบ้านมาก ลองคิดเล่น ๆ ว่าถ้าคนที่มาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกยังสามารถมีกิจกรรมที่ทั้งเดินด้วยกันได้ หรือแยกโซนกันบางช่วงเวลา เช่นพ่อไปร้านซีดี แม่แวะดูของตกแต่งบ้าน ลูกไปหาของให้น้องหมา มันก็ตอบความชอบที่แตกต่างกันดีนะ
บ่ายคล้อยท้องเริ่มหิว ได้กลิ่นหอมหอมลอยโชยลงมาจากชั้นสอง ลองเดินขึ้นบันไดตามกลิ่นมา เงยหน้าไปสบตากับร้านเครปญี่ปุนเจ้าดังจากย่านฮาราจูกุ (Harajuku) โตเกียว MARION CRÊPES ที่เปิดมายาวนานตั้งแต่ปี 1976 ไม่ต้องไปถึงฮาราจูกุก็ได้ฟินกับความอร่อยระดับตำนาน
เดินเล่นไปเรื่อย ๆ บนชั้น 2 นี้ ใกล้ ๆ ร้านเครป ได้เจอสิ่งที่ฮิตมายาวนานในญี่ปุ่นอย่างการถ่ายรูปกับตู้สติกเกอร์ Purikura (プリクラ) ที่ควรต้องลองสักครั้ง ใครที่เคยมาญี่ปุ่นแล้วเคยถ่าย Purikura ไปแล้ว บอกเลยว่าเดี๋ยวนี้มีแนวใหม่ ๆ ให้เลือกเพียบ อันที่ดูน่าสนใจมาก คือ เวอร์ชั่นที่เหมือนนางแบบปกนิตยสาร ปกซีดี ถ่ายรูปติดบัตรที่ให้ลุคสวยวิ๊งค์สุด ๆ บอกเลยว่าจะมาเป็นรูปติดบัตรเหมือนกันไม่ได้
นอกจากนี้ ในโซนถ่าย Purikura นี้ยังมีกระจกบานใหญ่ที่ส่องได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า มีชุดคอสตูมให้เลือกเต็มไปหมด มีมุมแต่งหน้าทำผม เรียกว่าสวยพร้อมถ่ายได้ทั้งเต็มตัว ไม่ต้องกลัวว่าชุดไม่พร้อม รอบหน้ามากับเพื่อนจะต้องมีสักตู้ที่เข้าไปลองแน่ ๆ
พอเดินเล่นไปเรื่อย ๆ บนชั้น 2 ของ ViNAWALK ก็เห็นว่าที่นี่มีร้านรวงหลากหลายมาก และอีกจุดที่รู้สึกว่าประทับใจมาก รู้สึกตื่นตาตื่นใจ คือ Popondetta with Odakyu Train Gallery ร้านขายโมเดลจิ๋วของรถไฟมากมายทั้ง Shinkansen ทั้ง JR รวมถึงรถไฟอื่น ๆ และรถจิ๋ว ๆ สุดคิ้วท์ที่น่าเอ็นดูไปหมด
มีรางรถไฟให้ลองเล่นกับแผงควบคุมได้ด้วย เราสามารถเลือกโมเดลรถไฟเพื่อวิ่งบนรางรถไฟจำลองขนาดใหญ่ได้ (แต่ลองถามค่าธรรมเนียมก่อนนะ) โมเดลรถต่าง ๆ ราคาเริ่มตั้งแต่ประมาณ ¥500 ไปจนถึงหลายพัน น่าจับจองมาก คนที่ชอบรถไฟคงเหมือนได้หลุดเข้าไปในโลกแห่งความฝันของรถไฟเลยทีเดียว คือมันเป็นที่ที่เหมือนรวมเอาความฝันของคนชอบรถไฟและของจิ๋วมาไว้ที่นี่เลย
ปิดท้ายวันถ้ายังไม่รีบกลับ รอชมแสงอาทิตย์ช่วงเย็นที่ไม่ว่าใครที่มาญี่ปุ่นก็มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าแสงที่ญี่ปุ่นถ่ายรูปสวย ส้มอ่อน ๆ อบอุ่นเหมือนกับตกอยู่ในชั่วโมงต้องมนต์
ถ้ามองเลยไปไกล ๆ จะเห็นได้ว่ายังมีภูเขาเป็นเงาบาง ๆ อยู่ด้วย ดูเป็นมุมที่เหมาะกับการยืนพักสายตาและใช้เวลาไปกับช่วงวันหยุดก่อนที่จะเริ่มต้นวันใหม่ หลบวันที่รีบเร่งยาวนานมาชาร์จพลังที่นี่ ขนาดมาคนเดียวก็ยังเดินเพลินจนแทบลืมเวลา รู้ตัวอีกทีผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว
บางครั้งในวันหยุดเราก็อาจจะต้องการที่ที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียวกัน ทั้งความสนุก ของอร่อย และความผ่อนคลายเพื่อเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ปล่อยใจ นั่งรับลมสบาย ๆ ในพื้นที่โปร่งโล่งพอดี ๆ และในช่วงเย็นบางวันมีคนมาเล่นดนตรีสดให้ฟังด้วย เสียงดนตรีตอนเย็น ลมพัดโชยเอื่อย ๆ กับแสงอาทิตย์ยามเย็น พอรวมกันแล้วเป็นช่วงโมเมนต์ดี ๆ สบายใจ
ถ้ามีใครถามหาที่เดินเล่นใกล้โตเกียว ที่รวมทั้งความชิล ธรรมชาติ และบรรยากาศชวนเดินทางไว้ด้วยกัน ViNAWALK เป็นอีกคำตอบที่อยากแนะนำเลย แล้วไว้จะมาอีกนะ
ทริปนี้ได้ดื่มด่ำกับวันชิล ๆ เหมือนค่อย ๆ จิบความสุขทีละนิด เริ่มจาก Romancecar Museum ที่เหมาะกับคนรักการเดินทางและดีไซน์คลาสสิก ต่อด้วย Izumibashi Sake Brewery Café สำหรับคนรักสาเกและคนที่ชอบลิ้มรสเรื่องราวของวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านเครื่องดื่ม ก่อนจะปิดท้ายวันด้วยการเดินเล่นที่ ViNAWALK สถานที่ที่รวมทุกไลฟ์สไตล์ของคนทุกวัยไว้ด้วยกันอย่างพอดี ทั้งความสนุกและความผ่อนคลาย ทริปเที่ยว Ebina ในวันสบาย ๆ แบบนี้ คืออีกหนึ่งเส้นทางที่น่าเก็บไว้ในลิสต์ แล้วออกไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง